DUNE มหากาพย์ไซไฟที่สมควรดูในโรงภาพยนตร์

DUNE มหากาพย์ไซไฟที่สมควรดูในโรงภาพยนตร์

“Dune” นวนิยายมหากาพย์ไซไฟสุดคลาสสิค ของแฟรงก์ เฮอร์เบิร์ต ตีพิมพ์ในปี 1965 เรียกได้ว่า ดูนเป็นต้นกำเนิดของภาพยนตร์ไซไฟมากมาย หรือแม้แต่ สตาวอร์เองก็ตามก็คงไม่ผิด
Dune เข้าฉายในบ้านเราไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยทำรายได้เปิดตัวขึ้นอันดับที่ 1 ในสหรัฐฯ (22 – 24 ตุลาคม 2021) โดยทำรายได้ไป 40.1 ล้านเหรียญ เป็นรายได้เปิดตัวสูงสุดของ Warner Bros. ในยุคโควิด19 นับตั้งแต่ “Joker” ทำรายได้เปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคม 2019 ไปด้วยรายได้ 93.5 ล้านเหรียญ ในส่วนของรายได้ทั่วโลกนั้นอยู่ที่ 220.7 ล้านเหรียญ ต้องขอบอกเลยว่านี่เป็นหนังอีกเรื่องที่ผู้เขียนอยากให้คอหนังทุกท่านไปชมในโรงภาพยนตร์

เรื่องราวในดูนได้กล่าวถึงโลกอนาคตหลายหมื่นปีข้างหน้า ในอาณาจักรกาแลคซีอันไกลโพ้น ราชวงศ์อเทรดีสของพอล ได้มารับหน้าที่ปกครองดาวทะเลทรายชื่ออาร์ราคีส เรียกกันสั้นๆว่า ดูน ซึ่งมีทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในจักรวาลที่เรียกว่า “สไปซ์” (spice) ซึ่งช่วยในการเดินทางข้ามจักรวาล ขณะเดียวกัน จักรพรรดิแห่งกาแลคซีก็หวั่นเกรงต่อราชวงศ์อะเทรดีสที่เริ่มเป็นที่นิยมชมชอบของราชวงศ์อื่นๆ จึงได้ร่วมมือกันกับราชวงศ์ฮาร์คอนเนน ที่เป็นปรปักษ์เพื่อกวาดล้างและทำลายราชวงศ์นี้ให้สิ้นซาก แต่พอลกับเลดี้ เจสสิก้า แม่ของเขาหนีไปได้ และเข้าร่วมกลุ่มกับชาวเฟรเมนที่เป็นชนพื้นเมือง พอลได้กลายเป็นผู้นำของชาวเฟรเมน ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าพอลคือผู้ที่จะมากอบกู้และนำความสมดุลกลับคืนสู่กาแลคซี

ภาพยนตร์เรื่อง “Dune” ในปี 2021 ได้ถูกสร้างให้เป็นหนังฟอร์มยักษ์ของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส กำกับโดยเดอนีส์ วิลล์เนิฟว์ แห่ง “Blade Runner 2049” และ “Arrival” โดยวิลล์เนิฟว์เขียนบทหนังเรื่องนี้กับอีริค รอธ (Forrest Gump) และ จอห์น สเปตส์ (Prometheus) และได้นักแสดงชั้นนำในยุคนี้มากมายมารับบทตัวละครสำคัญๆในเรื่อง เช่น ทีโมธี ชาลาเมต์, รีเบคคา เฟอร์กูสัน, ออสกา ไอแซ็ค, เซนดายา, จอช โบรลิน, ฮาเวียร์ บาร์เดม, เจสัน โมโมอา, ชาร์ล็อตต์ แรมปลิง, สเตลแลน สการ์สการ์ด และ เดฟ บาติสตา

หนังไซไฟปรัชญามหากาพย์ “Dune” ของวิลล์เนิฟว์ เรื่องนี้ได้ถูกกำหนดเอาไว้แต่แรกแล้วว่าจะสร้างเป็นหนังสองภาคจบ ตอนนี้ทางวิลล์เนิฟว์ก็แง้มมาแล้วว่าตั้งใจจะทำเป็นหนังไตรภาค โดยวางไว้ว่าเนื้อหาจะไปถึงใน Dune Messiah นิยายเล่มที่สองในซีรีส์นิยายต้นฉบับ

ความรู้สึกหลังจากที่ได้ดูภาพยนตร์เองนี้บอกได้เลยว่า หนังมีโปรดักชั่น เทคนิคพิเศษ ที่ยอดเยี่ยมสมศักดิ์ศรีของหนังฟอร์มยักษ์ มีความยิ่งใหญ่ สวยงาม ทั้งด้านภาพและเสียง ซึ่งสมควรอย่างมากที่จะดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์เท่านั้นจริงๆ หนังในมีการเล่าเรื่องที่ดี ต่อเนื่อง เล่าเรื่องรวดเร็วและสนุก แต่ก็อาจจะดูช้าลงบ้างในช่วงท้ายๆ แต่ก็เป็นไปตามอารมณ์ของหนังในช่วงนั้น นักแสดงมีคุณภาพ หลายตัวละครเป็นที่จดจำ ทีโมธี ชาลาเมต์ เป็นนักแสดงหนุ่มประสบการณ์น้อยกว่าเพื่อนก็จริง แต่แสดงได้ดี เอาอยู่สมกับที่เป็นตัวละครหลัก สเตลแลน สการ์สการ์ด น่ากลัวทุกครั้งที่ออกมา ส่วนสาวเซนดาย่า ก็สวยทุกซีนที่ออกเช่นกัน และหนังก็จบลงในแบบที่อยากดูภาคที่สองต่อทันทีเลยทีเดียว
แต่เนื่องจากนิยายต้นฉบับนั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อน ยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยเรื่องราวทางการเมือง ศาสนา เศษฐกิจ และรายละเอียดอีกมากมาย มันยากมากที่จะนำมาอธิบายทั้งหมดได้ในภาพยนตร์ที่มีความยาว156 นาที จึงเป็นปัญหาบ้างที่จะทำให้คนที่ไม่เคยมีพื้นฐานเกี่ยวกับดูนมาก่อน
เมื่อดูหนังแล้วอาจจะมีเรื่องที่ไม่เข้าใจบ้าง บางอย่างที่ถูกนำเสนอในเรื่องก็อาจจะดูแปลกๆบ้างถ้าคนดูไม่มีข้อมูลมาก่อน เช่น ทำไมการต่อสู้ภายในเรื่องถึงเป็นการต่อสู้ในระยะประชิดโดยใช้มีดเป็นหลัก ทำไมไม่ใช้ปืนหรือเลเซอร์ ทั้งๆที่เทคโนโลยีก็ถึงระดับที่ข้ามจักรวาลกันได้แล้ว ทำไมบางอย่างดูล้าหลัง แม้เป็นโลกในอนาคต หรือ สารสไปซ์มีความสำคัญอย่างไรกันแน่ เป็นต้น ก็หวังว่ารายละเอียดอื่นๆในโลกของดูนจะได้ถูกนำมาอธิบายให้เราได้รู้กันต่อไปใน ภาคต่อและซีรี่ส์ “Dune: The Sisterhood” ภาคแยกของหนังในอนาคต

Trailer

Leave a Reply

All fields are required